
Tuesday, 13 December 2011
Gift tags for Christmas 2011

Sunday, 13 November 2011
Spekulatius - งานศิลป์บนชิ้นขนม

http://www.gomeal.de/rezept/1003/Spekulatius.html
วันนี้อยากจะเล่าถึงขนมชนิดหนึ่งชื่อว่า „Spekulatius“ ซึ่งมักจะมีวางขายให้ได้ลิ้มรสเฉพาะในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ขนมชนิดนี้ดูแค่ผิวเผินก็จะคล้ายๆ กับขนมจำพวกคุกกี้ทั่วไป แต่ความน่าสนใจของ Spekulatius อยู่ที่รูปทรงแปลกๆ และลวดลายที่สวยงามบนตัวขนม ดูแล้วช่างเพลินตา อีกทั้งกลิ่นรสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้หยิบกินแล้วเพลินใจ เผลอแป๊บเดียวหมดเกลี้ยงทุกที
ลองมาทำความรู้จักขนมชนิดนี้กันค่ะ
Spekulatius มีต้นกำเนิดมาจากบริเวณแถบประเทศเบลเยียม, ประเทศเนเธอร์แลนด์ (เรียกว่า Speculaas) และแถบตะวันตกของประเทศเยอรมนี ตามประเพณีดั้งเดิมนั้นขนมจะถูกอบเพื่อกินในคืนก่อนวัน Saint Nicholas หรือวันที่ 6 ธันวาคมเพื่อเป็นการระลึกถึง Saint Nicholas(St Nicholas ก็คือนักบุญที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ชอบช่วยเหลือคนยากจน และที่สำคัญเขาเป็นต้นแบบของลุงซานตาครอสนั่นเองค่ะ) ลวดลายของขนมดั้งเดิมจึงมักถูกทำเป็นภาพที่บอกเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ของ St Nicholas แต่ในปัจจุบันลวดลายของขนมมีหลากหลายมากขึ้น เช่น กังหันลม, ช้าง หรือ เรือ เป็นต้น
สำหรับที่มาของชื่อขนม Spekulatius นี้มีข้อสันนิษฐานอยู่หลายข้อ บ้างก็ว่า มาจากคำในภาษาลาติน Speculator ซึ่งมีความหมายเกี่ยวโยงกับฉายาของ St. Nicholas ที่ว่าท่านเป็นผู้หยั่งรู้สรรพสิ่ง บ้างข้อสันนิษฐานก็ว่า มาจากคำในภาษาลาตินคือ Speculum ที่แปลว่า กระจก ซึ่งน่าจะเกี่ยวโยงกับวิธีการทำขนมที่ใช้แม่พิมพ์กดทำให้เกิดลวดลายบนขนมในลักษณะกลับด้านกับแม่พิมพ์เสมือนการส่องกระจกนั่นเอง
ในประเทศเยอรมนี Spekulatius เป็นขนมที่นิยมกินกันในช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่ในเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์จะมีให้เห็นตลอดทั้งปี รวมถึงในประเทศอินโดนีเซียก็เป็นที่รู้จักด้วย (เพราะเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์) ส่วนในประเทศอเมริกา, นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย จะรู้จักในชื่อของ Dutch Windmill cookies
Spekulatius เป็นขนมอบที่ทำมาจากแป้งพายที่เรียกว่า Mürbeteig (หรือ Shortcrust pastry ซึ่งมีส่วนประกอบหลักๆ ได้แก่ แป้ง, เนย และน้ำตาล โดยจะไม่มีการใส่สารที่ช่วยให้ขึ้นฟู ฉะนั้นขนมจะไม่มีขยายตัวหรือขึ้นฟูเวลาอบ)
Spekulatius มีหลายรสชาติ แต่รสชาติดั้งเดิมและพบเห็นมากที่สุด คือ รสเครื่องเทศ (Gewürzspekulatius) โดยเครื่องเทศหลักๆ ที่ใช้เป็นส่วนผสม ได้แก่ กระวาน (Kardamon), ก้านพลู (Gewürznelke) และอบเชย (Zimt) เป็นต้น เครื่องเทศเหล่านี้ทำให้ขนมมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนรสชาติอื่นๆ ได้แก่ รสอัลมอนด์ และรสเนย
นอกเหนือไปจากรูปแบบลวดลายที่คุ้นตาของ Spekulatius แล้ว ปัจจุบันยังมีการประยุกต์ทำลวดลายให้น่าสนใจมากขึ้น ตัวอย่างเช่นSpekulatius ของร้าน Kölner Dom-Spekulatius ซึ่งนอกจากจะมีการประยุกต์ทำเป็นลวดลายรูปโบสถ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Köln แล้ว ร้านเค้ายังรับทำลวดลายขนมเป็นรูปโลโก้หรือตราของบริษัทต่างๆ เพื่อไว้ใช้สำหรับมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลคริสต์มาสด้วย เก๋มากเลยค่ะ
http://www.koelner-dom-spekulatius.de/firmengebaeck/index_ger.html
และด้วยกลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Spekulatius ทำให้มันถูกเลือกให้เป็นรสชาติพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่งในฤดูหนาวปี 2009 น่ากินเชียวค่ะ
ตอนนี้ก็พอจะรู้จักเจ้าขนม Spekulatius กันมากขึ้นแล้ว ใครยังไม่เคยลิ้มรสก็ลองซื้อหามาทานดูนะค่ะ กลิ่นเครื่องเทศหอมๆ กับความกรุบกรอบของขนม Spekulatius ยิ่งได้ทานคู่กับชา, กาแฟ หรือช็อกโกแลตอุ่นๆ มันช่างเข้ากับอากาศหนาวๆ ในช่วงนี้จริงๆ ค่ะ
อ้างอิง
http://de.wikipedia.org/wiki/Spekulatius
Thursday, 10 November 2011
11.11.11 วันกินห่าน Martinstag (St. Martin’s Day)
ใครคือ St. Martin?
St. Martin เกิดสมัย ค.ศ. 316 พ่อของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของทหารม้ารักษาพระองค์ พออายุได้ 10 ขวบ เขาเริ่มเข้าโบสถ์แต่พ่อไม่เห็นด้วย เพราะในสมัยนั้นคริสต์ศาสนายังไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวโรมันชั้นสูงและในบรรดาทหาร เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาต้องเข้าเป็นทหาร เขามักจะช่วยเหลือคนยากจนและขอทาน จากตำนานกล่าวว่า วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาวเขาได้พบกับขอทานคนหนึ่งซึ่งไม่มีเสื้อผ้า เขาจึงสละเสื้อคลุมครึ่งหนึ่งของเขาให้กับขอทานเพื่อให้รอดชีวิตจากความหนาวเหน็บ และในคืนนั้นเอง เขาฝันเห็นพระเยซูมาหาเขาและห่มผ้าคลุมครึ่งหนึ่งของเขาด้วย
หลังจากเลิกเป็นทหาร เขาได้ประกาศตัวเป็นคริสต์ศาสนิกชน เป็นสาวกของนักบุญ และได้เป็นบิชอป (Bischof von Tours) ในปี ค.ศ. 371 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนปี ค.ศ. 397
แล้ว St. Martin เกี่ยวข้องอะไรกับการกินห่าน?
มีเรื่องเล่ามากมายที่เกี่ยวข้องกับห่าน แต่เรื่องที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ เมื่อสมัยคริสต์วรรษที่ 4 สมัยนั้นยังคงมีระบบศักดินาอยู่ และในวัน Martinstag ก็ตรงกับวันที่ชาวบ้านจะต้องจ่ายส่วยหรือภาษีที่เรียกว่า Martinsschoß แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมนำห่านมาจ่ายเป็นส่วยแทนเงิน เพราะในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงที่ห่านกำลังอวบอ้วน ประกอบกับใกล้ถึงช่วงฤดูหนาวซึ่งแห้งแล้งและชาวบ้านไม่มีอาหารเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูห่านพวกนี้
นอกจากนี้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน นับเป็นวันก่อนเริ่มต้นช่วงเวลาถือศีลอด ดังนั้นจึงมีการกินอาหารมื้อใหญ่เพื่อส่งท้ายและเมนูห่านก็เป็นอาหารชั้นดีที่นิยมใช้ในการเฉลิมฉลอง
อ้างอิง & รูป http://de.wikipedia.org/wiki/Martinstag
Wednesday, 23 March 2011
Tarnberry Story ฉบับการ์ตูน ตอน แดดลวงตา
ฤดูหนาวใกล้จะหมดลงแล้ว สังเกตได้จากอากาศที่อุ่นขึ้น
และดอกไม้สีสดใสเล็กๆ ที่เริ่มแทรกตัวขึ้นมาจากพื้นดินที่ครั้งหนึ่งเคยปกคลุมไปด้วยหิมะ
วันจันทร์ที่ผ่านมา (21.03.2011) ที่เยอรมันถือเป็นวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ (Frühlingsanfang) ค่ะ
และในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ (27.03.2011) จะเริ่มต้นใช้เวลาช่วงฤดูร้อนแล้ว (Sommerzeit) ต้องปรับนาฬิกาล่วงหน้าไปหนึ่งชั่วโมงค่ะ
ใครอยู่เยอรมันก็อย่าลืมปรับเวลากันนะค่ะ เด๋วจะไปทำงานสายค่ะ (นอกจากจะโดนบ่นแล้ว ยังเสี่ยวอีกด้วยน้า)
Wednesday, 19 January 2011
Let's Hula...hoop
Thursday, 6 January 2011
Sunday, 2 January 2011
7 อันดับซุปที่คนเยอรมันชื่นชอบ Top 7 Lieblingssuppen der Deutschen
อันดับที่ 7 Soljanka

อันดับที่ 6 Minestrone
Minestrone (มิ-เนส-โตร-เน่) มีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลีค่ะ เป็นซุปผักที่ใช้วัตถุดิบพื้นเมืองของอิตาลีอันได้แก่ มะเขือเทศ, ถั่ว, แครอท, มันฝรั่ง, Basilikum (โหระพา), พาสต้า และพาเมซานชีสสำหรับโรยหน้าค่ะ

ว้าว...ต้มข่าไก่ของไทยเราค่ะ ติดอันดับกับเค้าด้วย สำหรับคนเยอรมันต้มข่าไก่ถือเป็นซุปชนิดหนึ่งค่ะ เวลากินก็กินกันเพียวๆ เลย ตามร้านอาหารไทยหรือเอเชียนั้น เราจะพบเห็นรายชื่อเมนูต้มข่าไก่หรือต้มยำอยู่ในเมนูออเดิร์ฟ (Vorspeise) ค่ะ เคยเห็นฝรั่งกินต้มข่าไก่แบบเพียวๆ ด้วย พอกินเสร็จแล้วก็ค่อยกินข้าว แปลกดี อ้อ...อีกอย่างเค้ากินข้าวด้วยส้อมกับมีด นับถือจริงๆ (เวลาเราไปกินเองต้องบอกคนขายว่าของช้อนกับส้อมค่ะ ไม่งั้นได้ส้อมกับมีดมา ไปต่อไม่เป็นเลย อิอิ)

Linsensuppe เป็นซุปเก่าแก่ ขนาดว่ามีชื่อปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลด้วย Linsen มีลักษณะคล้ายถั่ว แต่รูปร่างออกจะกลมๆ แบนๆ มีหลากหลายชนิด แต่ชนิดที่คนเยอรมันนิยมมาทำซุปชนิดนี้คือ braunen Linsen หรือลินเส้นสีน้ำตาลค่ะ เค้าว่ามันมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากทีเดียว

อันดับที่ 3 Gulaschsuppe
Gulaschsuppe (กู-ลาส) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฮังการี ส่วนผสมหลักๆ ก็คือ เนื้อ, พริกปาปีก้าและหอมใหญ่ค่ะ
Nudelsuppe เป็นซุปที่มีประโยชน์มาก ช่วยรักษาอาการหวัดได้ด้วย วัตถุดิบก็จะใช้พวกผักที่เค้าเอาไว้ต้มซุป เช่น แครอท, ผักชี, ต้นหอม และกระดูกหมูค่ะ ส่วนเส้นพาสต้าที่ใช้จะมีลักษณะเป็นเส้นสั้นๆ และเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นสปาเก็ตตี้ สำหรับน้ำซุปนั้นใชเวลาต้มนาน 3-4 ชั่วโมงเลยค่ะ
Tomatensuppe หรือซุปมะเขือเทศมีต้นกำเนิดมาจากอิตาลีอีกแล้วค่ะ เค้าว่าอิตาลีเป็นประเทศแรกเลยที่เริ่มทำการเพาะปลูกมะเขือเทศ วัตถุดิบหลักของซุปมะเขือเทศก็คือ มะเขือเทศนั่นเองค่ะ ส่วนเครื่องเทศแทบจะไม่ใช้เลย เพราะต้องการรสธรรมชาติของมะเขือเทศค่ะ

- http://www.prosieben.de/tv/galileo/videos/clip/38000-galileo-top7-lieblingssuppen-der-deutschen-1.2266897/
Neujahrsglücksbringer สิ่งของนำโชคปีใหม่ของชาวเยอรมัน

Glücksschwein หมูนำโชค
ในสมัยก่อนคนที่มีหมูและได้กินเนื้อหมูส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนร่ำรวย จึงทำให้หมูกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยและมั่งมี นอกจากนี้หมูยังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย คนจึงนิยมกินหมูกันในวันปีใหม่เพื่อให้ตลอดปีประสบแต่โชคดีค่ะ (คล้ายๆ ความเชื่อของคนจีนเลยนะค่ะ)
Schornsteinfeger คนกวาดปล่องไฟ
ชายสวมชุดดำสวมหมวกสีดำและถือบันได เค้านำโชคดีมาให้ยังไงกัน? ในสมัยก่อนนั้นคนกวาดปล่องไฟนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากทีเดียว เนื่องจากทุกบ้านจะใช้เตาพิงไฟเพื่อสร้างความอบอุ่น และหากปล่องไฟมีเขม่าสะสมเยอะๆ ก็อาจจะทำให้เกิดไฟไหม้บ้านได้ ดังนั้นเค้าจึงถือว่าการได้พบกับคนกวาดปล่องไฟนั้นเป็นเรื่องโชคดีค่ะ เปรียบได้กับการได้เจออัศวินขี่ม้าขาวเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าเสื้อผ้าสีดำที่คนกวาดปล่องไฟใส่นั้น ช่วยป้องกันพวกภูตผีปีศาจได้ด้วย
Hufeisen เกือกม้า
ม้านับว่าเป็นสัตว์ที่แข็งแรงมีพลังและมีความสำคัญมากต่อมนุษย์ เกือกม้าที่ม้าใส่อยู่ตลอดเวลานั้นช่วยป้องกันม้าจากการบาดเจ็บ ดังนั้นคนจึงถือว่าเกือกม้าเป็นของมีค่าและนำความโชคดีมาให้ แต่เค้าว่าถ้าจะให้ดีจริงต้องเป็นเกือกม้าที่หลุดจากขาม้าและถูกเก็บได้โดยบังเอิญค่ะ (ประมาณว่าม้าโชคร้าย แต่คนเก็บได้โชคดี) เมื่อเก็บได้แล้วก็จะเอามาแขวนไว้หน้าบ้าน โดยแขวนด้านเปิดหงายขึ้น เพราะมีลักษณะเหมือนถุงเอาไว้เก็บโชคดีนั่นเองค่ะ (แต่มีบางความเชื่อจะแขวนคว่ำลง เพราะถือว่าเป็นการเทโชคให้กับเจ้าของค่ะ)
Glückskäfer หรือ Mariankäfer เต่าทอง
ชื่อของเต่าทองในภาษาเยอรมันนั้น คือ Mariankäfer ซึ่งมาจากชื่อของพระแม่มาเรีย (Maria) นั้นเองค่ะ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าสีแดงบนตัวเต่าทองรวมทั้งจุดสีดำเจ็ดจุดนั้นสามารถขับไล่ความโชคร้ายและแม่มดได้ และเลข 7 ยังถือเป็นเลขนำโชคอีกด้วย แต่ว่าในทางกลับกันนั้นเต่าทองก็สามารถนำพาโชคร้ายมาให้เราได้ ถ้าหากว่าเราไปทำร้ายหรือว่าฆ่ามันค่ะ
Glückspilz หรือ Fliegenpilz เห็ดสีแดงจุดขาว
เจ้าเห็ดสีแดงจุดขาวที่ดูน่ารักนั้นอันที่จริงแล้วเป็นเห็ดพิษ มันแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรงทีเดียว แล้วมันจะนำโชคดียังไงล่ะเนี๊ยะ? ตามตำนานเล่าว่ามีเทพเจ้าของชาวเยอรมันชื่อ Wotan ขี่ม้าผ่านก้อนเมฆไปที่ไหนก็ตาม ถ้าหากว่าน้ำลายของม้านั้นหยดลงสู่บนพื้นโลก ที่ตรงนั้นอีก 9 เดือนก็จะมีเห็ดงอกขึ้นมา ใครได้พบเห็นจึงถือว่าโชคดีค่ะ
Glücksklee หรือ Ein vierblättriges Kleeblatt ใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบ
โดยปกติแล้วใบโคลเวอร์จะมีใบเพียง 3 ใบเท่านั้น หากใครที่ได้เจอใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบถือว่าโชคดีมาก มันจึงกลายเป็นของนำโชค นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าอีกว่า เมื่อตอนก่อนที่อีฟจะถูกขับไล่ออกจากสวนเอเดนมาอยู่บนโลกมนุษย์นั้น เธอได้จดบันทึกสิ่งต่างๆ ไว้ในใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบ เพื่อจะได้ระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ จากตำนานนี้คนจึงเชื่อว่า ใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบนี้มาจากสวรรค์และจะนำโชคดีมาให้นั่นเองค่ะ (เคยเจอเหมือนกันค่ะ สองครั้งแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลยอ่ะ สงสัยว่าจะตั้งใจหาเกินไป เค้าว่าต้องเจอโดยบังเอิญ)
นอกจากของเหล่านี้แล้วก็ยังมีของอื่นๆ ที่เป็นของนำโชคอีก เช่น เหรียญหรือลูกเต๋าค่ะ ใครที่อยากโชคดีในปีนี้ก็หามาติดตัวไว้หรือจะให้กับคนที่คุณรักก็ได้นะค่ะ
แต่อย่างไรก็ดีนะค่ะ แม้ว่าเราจะมีของนำโชคติดตัว แต่หากว่าเราทำตัวไม่ดีของเหล่านี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอกจริงไหมค่ะ
อ้างอิง
- http://www.viviano.de/ak/News-Lifestyle/gluecksbringer-32241.shtml
- www.kirchenweb.at






