
Thursday, 6 January 2011
Sunday, 2 January 2011
7 อันดับซุปที่คนเยอรมันชื่นชอบ Top 7 Lieblingssuppen der Deutschen
ข้อมูลจากผลการโหวตออนไลน์ของผู้ชมรายการ Galileo ค่ะ มาดูกันว่าซุปอะไรบ้างที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวเยอรมัน ขอบอกก่อนว่ามีเมนูของไทยเราด้วยนะค่ะ
อันดับที่ 7 Soljanka

อันดับที่ 3 Gulaschsuppe
Gulaschsuppe (กู-ลาส) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฮังการี ส่วนผสมหลักๆ ก็คือ เนื้อ, พริกปาปีก้าและหอมใหญ่ค่ะ
อันดับที่ 7 Soljanka
Soljanka (ซอล-ยัน-คะ) ซุปชื่อแปลกๆ นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศรัสเซียค่ะ เข้ามาในประเทศเยอรมนีตั้งแต่สมัยที่เยอรมันฝั่งตะวันออกเป็น DDR ชื่อแปลกๆ นี้มีที่มาจากรสชาติที่ค่อนข้างเค็มค่ะ คำว่า Sal = Salz (ภาษาเยอรมันแปลว่าเกลือค่ะ)

อันดับที่ 6 Minestrone
Minestrone (มิ-เนส-โตร-เน่) มีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลีค่ะ เป็นซุปผักที่ใช้วัตถุดิบพื้นเมืองของอิตาลีอันได้แก่ มะเขือเทศ, ถั่ว, แครอท, มันฝรั่ง, Basilikum (โหระพา), พาสต้า และพาเมซานชีสสำหรับโรยหน้าค่ะ


อันดับที่ 6 Minestrone
Minestrone (มิ-เนส-โตร-เน่) มีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลีค่ะ เป็นซุปผักที่ใช้วัตถุดิบพื้นเมืองของอิตาลีอันได้แก่ มะเขือเทศ, ถั่ว, แครอท, มันฝรั่ง, Basilikum (โหระพา), พาสต้า และพาเมซานชีสสำหรับโรยหน้าค่ะ

อันดับที่ 5 Tom Ka Gai
ว้าว...ต้มข่าไก่ของไทยเราค่ะ ติดอันดับกับเค้าด้วย สำหรับคนเยอรมันต้มข่าไก่ถือเป็นซุปชนิดหนึ่งค่ะ เวลากินก็กินกันเพียวๆ เลย ตามร้านอาหารไทยหรือเอเชียนั้น เราจะพบเห็นรายชื่อเมนูต้มข่าไก่หรือต้มยำอยู่ในเมนูออเดิร์ฟ (Vorspeise) ค่ะ เคยเห็นฝรั่งกินต้มข่าไก่แบบเพียวๆ ด้วย พอกินเสร็จแล้วก็ค่อยกินข้าว แปลกดี อ้อ...อีกอย่างเค้ากินข้าวด้วยส้อมกับมีด นับถือจริงๆ (เวลาเราไปกินเองต้องบอกคนขายว่าของช้อนกับส้อมค่ะ ไม่งั้นได้ส้อมกับมีดมา ไปต่อไม่เป็นเลย อิอิ)

ว้าว...ต้มข่าไก่ของไทยเราค่ะ ติดอันดับกับเค้าด้วย สำหรับคนเยอรมันต้มข่าไก่ถือเป็นซุปชนิดหนึ่งค่ะ เวลากินก็กินกันเพียวๆ เลย ตามร้านอาหารไทยหรือเอเชียนั้น เราจะพบเห็นรายชื่อเมนูต้มข่าไก่หรือต้มยำอยู่ในเมนูออเดิร์ฟ (Vorspeise) ค่ะ เคยเห็นฝรั่งกินต้มข่าไก่แบบเพียวๆ ด้วย พอกินเสร็จแล้วก็ค่อยกินข้าว แปลกดี อ้อ...อีกอย่างเค้ากินข้าวด้วยส้อมกับมีด นับถือจริงๆ (เวลาเราไปกินเองต้องบอกคนขายว่าของช้อนกับส้อมค่ะ ไม่งั้นได้ส้อมกับมีดมา ไปต่อไม่เป็นเลย อิอิ)

อันดับที่ 4 Linsensuppe
Linsensuppe เป็นซุปเก่าแก่ ขนาดว่ามีชื่อปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลด้วย Linsen มีลักษณะคล้ายถั่ว แต่รูปร่างออกจะกลมๆ แบนๆ มีหลากหลายชนิด แต่ชนิดที่คนเยอรมันนิยมมาทำซุปชนิดนี้คือ braunen Linsen หรือลินเส้นสีน้ำตาลค่ะ เค้าว่ามันมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากทีเดียว
Linsensuppe เป็นซุปเก่าแก่ ขนาดว่ามีชื่อปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลด้วย Linsen มีลักษณะคล้ายถั่ว แต่รูปร่างออกจะกลมๆ แบนๆ มีหลากหลายชนิด แต่ชนิดที่คนเยอรมันนิยมมาทำซุปชนิดนี้คือ braunen Linsen หรือลินเส้นสีน้ำตาลค่ะ เค้าว่ามันมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากทีเดียว

อันดับที่ 3 Gulaschsuppe
Gulaschsuppe (กู-ลาส) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฮังการี ส่วนผสมหลักๆ ก็คือ เนื้อ, พริกปาปีก้าและหอมใหญ่ค่ะ
อันดับที่ 2 Nudelsuppe
Nudelsuppe เป็นซุปที่มีประโยชน์มาก ช่วยรักษาอาการหวัดได้ด้วย วัตถุดิบก็จะใช้พวกผักที่เค้าเอาไว้ต้มซุป เช่น แครอท, ผักชี, ต้นหอม และกระดูกหมูค่ะ ส่วนเส้นพาสต้าที่ใช้จะมีลักษณะเป็นเส้นสั้นๆ และเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นสปาเก็ตตี้ สำหรับน้ำซุปนั้นใชเวลาต้มนาน 3-4 ชั่วโมงเลยค่ะ
Nudelsuppe เป็นซุปที่มีประโยชน์มาก ช่วยรักษาอาการหวัดได้ด้วย วัตถุดิบก็จะใช้พวกผักที่เค้าเอาไว้ต้มซุป เช่น แครอท, ผักชี, ต้นหอม และกระดูกหมูค่ะ ส่วนเส้นพาสต้าที่ใช้จะมีลักษณะเป็นเส้นสั้นๆ และเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นสปาเก็ตตี้ สำหรับน้ำซุปนั้นใชเวลาต้มนาน 3-4 ชั่วโมงเลยค่ะ
อันดับที่ 1 Tomatensuppe
Tomatensuppe หรือซุปมะเขือเทศมีต้นกำเนิดมาจากอิตาลีอีกแล้วค่ะ เค้าว่าอิตาลีเป็นประเทศแรกเลยที่เริ่มทำการเพาะปลูกมะเขือเทศ วัตถุดิบหลักของซุปมะเขือเทศก็คือ มะเขือเทศนั่นเองค่ะ ส่วนเครื่องเทศแทบจะไม่ใช้เลย เพราะต้องการรสธรรมชาติของมะเขือเทศค่ะ

Tomatensuppe หรือซุปมะเขือเทศมีต้นกำเนิดมาจากอิตาลีอีกแล้วค่ะ เค้าว่าอิตาลีเป็นประเทศแรกเลยที่เริ่มทำการเพาะปลูกมะเขือเทศ วัตถุดิบหลักของซุปมะเขือเทศก็คือ มะเขือเทศนั่นเองค่ะ ส่วนเครื่องเทศแทบจะไม่ใช้เลย เพราะต้องการรสธรรมชาติของมะเขือเทศค่ะ

เป็นยังไงค่ะ มีซุปไหนที่ชื่นชอบกันบ้างรึป่าว แต่โดยส่วนตัวแล้วเราชอบซุปเห็ดค่ะ โดยเฉพาะซุปเห็ดป่าค่ะ ยิ่งได้กินตอนดึกๆ หิวๆ สุดยอดไปเลย (แต่เราใช้บริการซุปซองนะค่ะ อร่อย รวดเร็วทันใจดี)
อ้างอิง
- http://www.prosieben.de/tv/galileo/videos/clip/38000-galileo-top7-lieblingssuppen-der-deutschen-1.2266897/
- http://www.prosieben.de/tv/galileo/videos/clip/38000-galileo-top7-lieblingssuppen-der-deutschen-1.2266897/
Neujahrsglücksbringer สิ่งของนำโชคปีใหม่ของชาวเยอรมัน
ในช่วงปีใหม่แบบนี้เวลาไปเดินซื้อของก็มักจะเห็นของขวัญหรือขนมชิ้นเล็กๆ ที่มักจะทำเป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ใบไม้สี่แฉก, หมู, เห็ด, เกือกม้า เป็นต้น สัญลักษณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่คนเยอรมันนิยมให้กันในวันปีใหม่ค่ะ เพราะเค้าเชื่อว่ามันจะนำพาโชคดีมาให้นั่นเอง ลองมาดูกันค่ะว่ามีของอะไรบ้างและมันมีที่มาที่ไปยังไง

Glücksschwein หมูนำโชค
ในสมัยก่อนคนที่มีหมูและได้กินเนื้อหมูส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนร่ำรวย จึงทำให้หมูกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยและมั่งมี นอกจากนี้หมูยังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย คนจึงนิยมกินหมูกันในวันปีใหม่เพื่อให้ตลอดปีประสบแต่โชคดีค่ะ (คล้ายๆ ความเชื่อของคนจีนเลยนะค่ะ)
Schornsteinfeger คนกวาดปล่องไฟ
ชายสวมชุดดำสวมหมวกสีดำและถือบันได เค้านำโชคดีมาให้ยังไงกัน? ในสมัยก่อนนั้นคนกวาดปล่องไฟนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากทีเดียว เนื่องจากทุกบ้านจะใช้เตาพิงไฟเพื่อสร้างความอบอุ่น และหากปล่องไฟมีเขม่าสะสมเยอะๆ ก็อาจจะทำให้เกิดไฟไหม้บ้านได้ ดังนั้นเค้าจึงถือว่าการได้พบกับคนกวาดปล่องไฟนั้นเป็นเรื่องโชคดีค่ะ เปรียบได้กับการได้เจออัศวินขี่ม้าขาวเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าเสื้อผ้าสีดำที่คนกวาดปล่องไฟใส่นั้น ช่วยป้องกันพวกภูตผีปีศาจได้ด้วย
Hufeisen เกือกม้า
ม้านับว่าเป็นสัตว์ที่แข็งแรงมีพลังและมีความสำคัญมากต่อมนุษย์ เกือกม้าที่ม้าใส่อยู่ตลอดเวลานั้นช่วยป้องกันม้าจากการบาดเจ็บ ดังนั้นคนจึงถือว่าเกือกม้าเป็นของมีค่าและนำความโชคดีมาให้ แต่เค้าว่าถ้าจะให้ดีจริงต้องเป็นเกือกม้าที่หลุดจากขาม้าและถูกเก็บได้โดยบังเอิญค่ะ (ประมาณว่าม้าโชคร้าย แต่คนเก็บได้โชคดี) เมื่อเก็บได้แล้วก็จะเอามาแขวนไว้หน้าบ้าน โดยแขวนด้านเปิดหงายขึ้น เพราะมีลักษณะเหมือนถุงเอาไว้เก็บโชคดีนั่นเองค่ะ (แต่มีบางความเชื่อจะแขวนคว่ำลง เพราะถือว่าเป็นการเทโชคให้กับเจ้าของค่ะ)
Glückskäfer หรือ Mariankäfer เต่าทอง
ชื่อของเต่าทองในภาษาเยอรมันนั้น คือ Mariankäfer ซึ่งมาจากชื่อของพระแม่มาเรีย (Maria) นั้นเองค่ะ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าสีแดงบนตัวเต่าทองรวมทั้งจุดสีดำเจ็ดจุดนั้นสามารถขับไล่ความโชคร้ายและแม่มดได้ และเลข 7 ยังถือเป็นเลขนำโชคอีกด้วย แต่ว่าในทางกลับกันนั้นเต่าทองก็สามารถนำพาโชคร้ายมาให้เราได้ ถ้าหากว่าเราไปทำร้ายหรือว่าฆ่ามันค่ะ
Glückspilz หรือ Fliegenpilz เห็ดสีแดงจุดขาว
เจ้าเห็ดสีแดงจุดขาวที่ดูน่ารักนั้นอันที่จริงแล้วเป็นเห็ดพิษ มันแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรงทีเดียว แล้วมันจะนำโชคดียังไงล่ะเนี๊ยะ? ตามตำนานเล่าว่ามีเทพเจ้าของชาวเยอรมันชื่อ Wotan ขี่ม้าผ่านก้อนเมฆไปที่ไหนก็ตาม ถ้าหากว่าน้ำลายของม้านั้นหยดลงสู่บนพื้นโลก ที่ตรงนั้นอีก 9 เดือนก็จะมีเห็ดงอกขึ้นมา ใครได้พบเห็นจึงถือว่าโชคดีค่ะ
Glücksklee หรือ Ein vierblättriges Kleeblatt ใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบ
โดยปกติแล้วใบโคลเวอร์จะมีใบเพียง 3 ใบเท่านั้น หากใครที่ได้เจอใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบถือว่าโชคดีมาก มันจึงกลายเป็นของนำโชค นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าอีกว่า เมื่อตอนก่อนที่อีฟจะถูกขับไล่ออกจากสวนเอเดนมาอยู่บนโลกมนุษย์นั้น เธอได้จดบันทึกสิ่งต่างๆ ไว้ในใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบ เพื่อจะได้ระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ จากตำนานนี้คนจึงเชื่อว่า ใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบนี้มาจากสวรรค์และจะนำโชคดีมาให้นั่นเองค่ะ (เคยเจอเหมือนกันค่ะ สองครั้งแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลยอ่ะ สงสัยว่าจะตั้งใจหาเกินไป เค้าว่าต้องเจอโดยบังเอิญ)
นอกจากของเหล่านี้แล้วก็ยังมีของอื่นๆ ที่เป็นของนำโชคอีก เช่น เหรียญหรือลูกเต๋าค่ะ ใครที่อยากโชคดีในปีนี้ก็หามาติดตัวไว้หรือจะให้กับคนที่คุณรักก็ได้นะค่ะ
แต่อย่างไรก็ดีนะค่ะ แม้ว่าเราจะมีของนำโชคติดตัว แต่หากว่าเราทำตัวไม่ดีของเหล่านี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอกจริงไหมค่ะ
อ้างอิง
- http://www.viviano.de/ak/News-Lifestyle/gluecksbringer-32241.shtml
- www.kirchenweb.at

Glücksschwein หมูนำโชค
ในสมัยก่อนคนที่มีหมูและได้กินเนื้อหมูส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนร่ำรวย จึงทำให้หมูกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยและมั่งมี นอกจากนี้หมูยังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย คนจึงนิยมกินหมูกันในวันปีใหม่เพื่อให้ตลอดปีประสบแต่โชคดีค่ะ (คล้ายๆ ความเชื่อของคนจีนเลยนะค่ะ)
Schornsteinfeger คนกวาดปล่องไฟ
ชายสวมชุดดำสวมหมวกสีดำและถือบันได เค้านำโชคดีมาให้ยังไงกัน? ในสมัยก่อนนั้นคนกวาดปล่องไฟนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากทีเดียว เนื่องจากทุกบ้านจะใช้เตาพิงไฟเพื่อสร้างความอบอุ่น และหากปล่องไฟมีเขม่าสะสมเยอะๆ ก็อาจจะทำให้เกิดไฟไหม้บ้านได้ ดังนั้นเค้าจึงถือว่าการได้พบกับคนกวาดปล่องไฟนั้นเป็นเรื่องโชคดีค่ะ เปรียบได้กับการได้เจออัศวินขี่ม้าขาวเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าเสื้อผ้าสีดำที่คนกวาดปล่องไฟใส่นั้น ช่วยป้องกันพวกภูตผีปีศาจได้ด้วย
Hufeisen เกือกม้า
ม้านับว่าเป็นสัตว์ที่แข็งแรงมีพลังและมีความสำคัญมากต่อมนุษย์ เกือกม้าที่ม้าใส่อยู่ตลอดเวลานั้นช่วยป้องกันม้าจากการบาดเจ็บ ดังนั้นคนจึงถือว่าเกือกม้าเป็นของมีค่าและนำความโชคดีมาให้ แต่เค้าว่าถ้าจะให้ดีจริงต้องเป็นเกือกม้าที่หลุดจากขาม้าและถูกเก็บได้โดยบังเอิญค่ะ (ประมาณว่าม้าโชคร้าย แต่คนเก็บได้โชคดี) เมื่อเก็บได้แล้วก็จะเอามาแขวนไว้หน้าบ้าน โดยแขวนด้านเปิดหงายขึ้น เพราะมีลักษณะเหมือนถุงเอาไว้เก็บโชคดีนั่นเองค่ะ (แต่มีบางความเชื่อจะแขวนคว่ำลง เพราะถือว่าเป็นการเทโชคให้กับเจ้าของค่ะ)
Glückskäfer หรือ Mariankäfer เต่าทอง
ชื่อของเต่าทองในภาษาเยอรมันนั้น คือ Mariankäfer ซึ่งมาจากชื่อของพระแม่มาเรีย (Maria) นั้นเองค่ะ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าสีแดงบนตัวเต่าทองรวมทั้งจุดสีดำเจ็ดจุดนั้นสามารถขับไล่ความโชคร้ายและแม่มดได้ และเลข 7 ยังถือเป็นเลขนำโชคอีกด้วย แต่ว่าในทางกลับกันนั้นเต่าทองก็สามารถนำพาโชคร้ายมาให้เราได้ ถ้าหากว่าเราไปทำร้ายหรือว่าฆ่ามันค่ะ
Glückspilz หรือ Fliegenpilz เห็ดสีแดงจุดขาว
เจ้าเห็ดสีแดงจุดขาวที่ดูน่ารักนั้นอันที่จริงแล้วเป็นเห็ดพิษ มันแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรงทีเดียว แล้วมันจะนำโชคดียังไงล่ะเนี๊ยะ? ตามตำนานเล่าว่ามีเทพเจ้าของชาวเยอรมันชื่อ Wotan ขี่ม้าผ่านก้อนเมฆไปที่ไหนก็ตาม ถ้าหากว่าน้ำลายของม้านั้นหยดลงสู่บนพื้นโลก ที่ตรงนั้นอีก 9 เดือนก็จะมีเห็ดงอกขึ้นมา ใครได้พบเห็นจึงถือว่าโชคดีค่ะ
Glücksklee หรือ Ein vierblättriges Kleeblatt ใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบ
โดยปกติแล้วใบโคลเวอร์จะมีใบเพียง 3 ใบเท่านั้น หากใครที่ได้เจอใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบถือว่าโชคดีมาก มันจึงกลายเป็นของนำโชค นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าอีกว่า เมื่อตอนก่อนที่อีฟจะถูกขับไล่ออกจากสวนเอเดนมาอยู่บนโลกมนุษย์นั้น เธอได้จดบันทึกสิ่งต่างๆ ไว้ในใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบ เพื่อจะได้ระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ จากตำนานนี้คนจึงเชื่อว่า ใบโคลเวอร์ที่มี 4 ใบนี้มาจากสวรรค์และจะนำโชคดีมาให้นั่นเองค่ะ (เคยเจอเหมือนกันค่ะ สองครั้งแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลยอ่ะ สงสัยว่าจะตั้งใจหาเกินไป เค้าว่าต้องเจอโดยบังเอิญ)
นอกจากของเหล่านี้แล้วก็ยังมีของอื่นๆ ที่เป็นของนำโชคอีก เช่น เหรียญหรือลูกเต๋าค่ะ ใครที่อยากโชคดีในปีนี้ก็หามาติดตัวไว้หรือจะให้กับคนที่คุณรักก็ได้นะค่ะ
แต่อย่างไรก็ดีนะค่ะ แม้ว่าเราจะมีของนำโชคติดตัว แต่หากว่าเราทำตัวไม่ดีของเหล่านี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอกจริงไหมค่ะ
อ้างอิง
- http://www.viviano.de/ak/News-Lifestyle/gluecksbringer-32241.shtml
- www.kirchenweb.at
Friday, 31 December 2010
Silvester วันสิ้นปีของคนเยอรมัน
วันนี้ 31 ธันวาคม เป็นวันสุดท้ายของปี 2553 ถ้าเป็นที่เมืองไทยเราก็จะเรียกวันนี้ว่า “วันสิ้นปี” แต่สำหรับคนเยอรมันนั้นจะเรียกวันนี้ว่า “Silvester” ค่ะ
ทำไมต้องเรียกว่า Silvester?
เมื่อประมาณ 1,600 ปีก่อน มีพระสันตะปาปาองค์หนึ่งชื่อว่า Silvester 1. ท่านได้ขึ้นรับตำแหน่งเป็นพระสันตะปาปาในวันที่ 31 ธันวาคม 314 ตามตำนานเล่าว่า ท่านได้เคยช่วยรักษากษัตริย์พระองค์หนึ่งจากโรคร้ายแรง โดยใช้เพียงมือสัมผัสเท่านั้น และโดยบังเอิญท่านได้เสียชีวิตลงในวันที่ 31 ธันวาคม 335 หลังจากนั้นเป็นต้นมาในวันสุดท้ายของปีจึงถูกเรียกว่า Silvester เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่าน
คนเยอรมันทำอะไรกันในวันสิ้นปี?
Silvesterabend หรือคืนวันสิ้นปี โดยส่วนใหญ่คนจะนิยมฉลองกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง เมื่อพูดถึงการฉลองสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ อาหาร นั้นเองค่ะ เมนูที่เค้านิยมทำกินกันก็จะเป็นพวกเมนูปลา เช่น Karpfen

รูปจาก www.lecker.de
นอกจากนี้ยังนิยมกินฟองดู หรือ Raclette (เป็นเตาย่างชนิดหนึ่งด้านบนเป็นที่สำหรับย่างส่วนด้านล่างจะมีที่สำหรับวางถาดเล็กๆ ซึ่งจะใช้วางอาหาร เช่น ผักหรือแฮม และวางชีสไว้ด้านบน เมื่อโดยความร้อนจากเตาด้านบนชีสจะละลายน่ากินมากๆ เลยค่ะ)


รูปจาก http://de.wikipedia.org/wiki/Bleigie%C3%9Fen
พอถึงเวลาเที่ยงคืนเค้าจะชนแก้วดื่ม Sekt (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คล้ายๆ แชมเปญ) ฉลองกันพร้อมกล่าวคำอวยพร “Prosit Neujahr” หรือ “Ein gutes neues Jahr” หลังจากนั้นก็จะออกไปที่ถนนเพื่อจุดพลุหรือดอกไม้ไฟฉลองกันค่ะ
อ้างอิง
- http://www.tivi.de/fernsehen/logo/artikel/11265/index.html
- Langenscheidt Wörterbuch
ทำไมต้องเรียกว่า Silvester?
เมื่อประมาณ 1,600 ปีก่อน มีพระสันตะปาปาองค์หนึ่งชื่อว่า Silvester 1. ท่านได้ขึ้นรับตำแหน่งเป็นพระสันตะปาปาในวันที่ 31 ธันวาคม 314 ตามตำนานเล่าว่า ท่านได้เคยช่วยรักษากษัตริย์พระองค์หนึ่งจากโรคร้ายแรง โดยใช้เพียงมือสัมผัสเท่านั้น และโดยบังเอิญท่านได้เสียชีวิตลงในวันที่ 31 ธันวาคม 335 หลังจากนั้นเป็นต้นมาในวันสุดท้ายของปีจึงถูกเรียกว่า Silvester เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่าน
คนเยอรมันทำอะไรกันในวันสิ้นปี?
Silvesterabend หรือคืนวันสิ้นปี โดยส่วนใหญ่คนจะนิยมฉลองกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง เมื่อพูดถึงการฉลองสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ อาหาร นั้นเองค่ะ เมนูที่เค้านิยมทำกินกันก็จะเป็นพวกเมนูปลา เช่น Karpfen

รูปจาก www.lecker.de
นอกจากนี้ยังนิยมกินฟองดู หรือ Raclette (เป็นเตาย่างชนิดหนึ่งด้านบนเป็นที่สำหรับย่างส่วนด้านล่างจะมีที่สำหรับวางถาดเล็กๆ ซึ่งจะใช้วางอาหาร เช่น ผักหรือแฮม และวางชีสไว้ด้านบน เมื่อโดยความร้อนจากเตาด้านบนชีสจะละลายน่ากินมากๆ เลยค่ะ)

รูปจาก http://www.hostesstrolleyworld.com/p_raclette_fondue.htm
ส่วนในช่วงระหว่างรอเวลาเที่ยงคืนนั้นจะมีเกมส์ที่นิยมเล่นกันเรียกว่า Bleigießen คือการเอาเม็ดตะกั่วเล็กๆ มาใส่ในช้อนแล้วนำไปลนไฟ พอตะกั่วละลายก็นำไปเทลงในน้ำเย็น จะทำให้เกิดเป็นรูปทรงต่างๆ ขึ้นมาค่ะ โดยเจ้ารูปทรงนี้จะถูกใช้ทำนายเพื่อบอกอนาคตในปีหน้าค่ะ

รูปจาก http://de.wikipedia.org/wiki/Bleigie%C3%9Fen
พอถึงเวลาเที่ยงคืนเค้าจะชนแก้วดื่ม Sekt (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คล้ายๆ แชมเปญ) ฉลองกันพร้อมกล่าวคำอวยพร “Prosit Neujahr” หรือ “Ein gutes neues Jahr” หลังจากนั้นก็จะออกไปที่ถนนเพื่อจุดพลุหรือดอกไม้ไฟฉลองกันค่ะ
อ้างอิง
- http://www.tivi.de/fernsehen/logo/artikel/11265/index.html
- Langenscheidt Wörterbuch
Monday, 27 December 2010
Monday, 20 December 2010
รูปแนว Miniature Effect

เคยเห็นภาพลักษณะแบบนี้มาซักระยะหนึ่งแล้ว ลักษณะที่ว่าก็คือ ภาพถ่ายวิวทั่วๆ ไป แต่ว่าดูแล้วเหมือนกับถ่ายจากเมืองจำลองหรือเมืองตุ๊กตา คือวัตถุทุกอย่าง, ผู้คนในภาพ ดูแล้วเหมือนเป็นของปลอมยังไงอย่างนั้น ดูแล้วแปลกตาดีชอบมากๆ เลย
มาวันนี้เพิ่งจะรู้ว่า เค้าเรียกภาพแบบนี้ว่า Miniature Effect เป็นเทคนิคอย่างนึงคือจะทำให้ภาพบางส่วนในลักษณะเบลอ กล้องรุ่นใหม่ๆ ก็มีฟังก์ชันนี้ด้วยสามารถถ่ายจากกล้องเป็นรูปแบบนี้ได้เลย แต่กล้องเรายังโลโซอยู่เลยต้องอาศัยโปรแกรม Photoshop ช่วยแต่งภาพแทน ทำไม่อยากเลย แต่ว่าเทคนิคนี้เหมาะกับภาพวิวสูง หรือภาพมุมกว้างๆ ซึ่งปกติไม่ค่อยได้ถ่ายเลย วันหลังเวลาถ่ายรูปจะถ่ายมุมกว้างๆ แล้วเอามาแต่งอีกดีกว่า ส่วนภาพข้างล่างนี้แต่งเล่นสนุกดี ถึงกล้องเราจะธรรมดา แต่รูปเราก็สวยได้ด้วย Photoshop อิอิ

Sunday, 19 December 2010
ของขวัญจากเพื่อนบ้าน
Subscribe to:
Posts (Atom)




